Shenzhen trip 2012

มีโอกาสได้ไปเซิ่นเจิ้นช่วงวันที่ 16 ถึง 21 พ.ค. 2012 ขอบันทึกเก็บไว้ย่อๆ

  • เซิ่นเจิ้นเป็นเมืองสร้างใหม่ เพิ่งสร้างกันอย่างจริงจังเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมานี่เอง
  • ทำให้เซิ่นเจิ้นเป็นเมืองค้าขาย อุตสาหกรรม ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวอะไรพิเศษไปกว่าการช็อปปิ้ง
  • ของขึ้นชื่อของเซิ่นเจิ้นคงไม่พ้นของก็อปทั้งหลายนั่นเอง
  • แม้แต่แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเซิ่นเจิ้นก็ไม่พ้นเรื่องก็อปๆ Window of the world เป็นเมืองจำลองที่รวมเอาสถานที่สำคัญทั่วโลกมาไว้ที่นี่ แต่ไม่เห็นของจีนในนี้เลย
  • รถไฟฟ้าที่เซิ่นเจิ้นมีหลายสายมาก ค่าโดยสารก็ถูกกว่าไทยมากเหมือนกัน เดินทางไป 6 สถานีเสียไปแค่ 3 หยวน 15  บาทเอง
  • โบกี้รถๆ ไฟฟ้าบางคันเหมือนที่ใช้กับบีทีเอสที่ไทยเลย สงสัยจะสั่งมาจากจีนอีกแล้ว
  • ถนนสายใหญ่ๆ จะเรียงรายไปด้วยตึกสูงใหญ่มากมาย ฟุตบาทข้างทางใหญ่โต สะอาดสะอ้าน แต่ข้างหลังตึกใหญ่พวกนั้น ก็มีถนนแขบๆ ตึกแถวโทรมๆ รวมถึงขยะเรี่ยราดอีกด้วย ตอนแรกที่เห็นตามถนนใหญ่อยากชื่นชมมาก แต่พอมาเจอขยะใต้พรมทำเอาพูดไม่ออกเลย
  • ที่เซิ่นเจิ้นมี Exhibition center ด้วย อารมณ์ประมาณไบเทค แต่ดูเหมือนจะใหญ่กว่ามาก
  • ไปเดินย่านไอที อารมณ์ประมาณพันทิพย์ แต่มันใหญ่กว่ามาก ถนนทั้งสาย ตึกใหญ่ๆ เหมือนรวมเอา บ้านหม้อ สะพานเหล็ก ประตูน้ำไว้ที่เดียวกัน
  • คนจีนที่นี่ใช้มือถือไม่ใส่เคสกัน แปลกใจว่าที่คนไทยเอามาขายกันที่เสือป่า น่าจะมีต้นทางจากจีน แต่คนจีนดันไม่ชอบใช้
  • น้ำดื่มกระป๋องยอดฮิตของจีนคือ หวังเหล่าจี๋ รู้สึกจะเคยเห็นมาวางขายในไทยบ้างแล้ว กระป๋องสีแดงๆ เหมือนโค้กกระป๋อง
  • ถนนสายหลักส่วนใหญ่แทบไม่เจอสี่แยกเลย ทำทางข้าม บวกทางวนให้รถไม่ต้องเจอกัน วิ่งได้ไม่สะดุด เทียบกับของไทยที่ส่วนใหญ่ยังมีทางข้างล่างให้ต้องไปติดกันอีกอยู่ดี
  • คนจีนที่นี่ไม่ขี่มอเตอร์ไซต์ ส่วนใหญ่จะเป็นจักรยาน กับรถจักรยานไฟฟ้า แต่ที่เซี่ยงไฮ้เห็นมีมอเตอร์ไซต์ใช้แก็สด้วย

ซ่อมชักโครก

Day 1

เรื่องของเรื่องคือชักโครกที่บ้านเสีย ไปเปิดดูที่โถใส่น้ำเจอตัวท่อน้ำออกหักลงมา ทำให้น้ำลงโถตลอดเวลา เครื่องปั๊มน้ำทำงานรัวๆ เลยทีเดียว ตอนแรกกะว่าจะไปจ้างช่างมาซ่อม แต่จะว่าไปซ่อมเองก็น่าจะไม่ยาก ลองกูเกิลดูก็เจอเว็บบ่้านนายช่างอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียด แต่อุปกรณ์ที่บ้านมีแค่ไขควงแบนกับคีมล็อค ก็เลยไปขันดู พบว่ายางลองน็อตเสื่อมหมดแล้ว แล้วก็ตัวน็อตสภาพแย่มาก เพราะโดนสนิมกัดไปหมดแล้ว หลังจากลองขันอยู่นาน ก็ไม่สำเร็จ ตัวแหวนยึดติดแน่นมาก คิดว่าคีมล็อคคงใช้งานไม่ได้ คงต้องไปหาประแจปากตายมาขันดู

Day 2

ไปหาซื้อประแจเลื่อนมาดู เพราะไม่รู้ว่าไอ้แหวนที่มีอยู่มันเบอร์อะไร กลับมาถึงบ้านพยายามงัดกับประแจเลื่อน พบว่ามันออกได้แค่ข้างเดียว สภาพของน็อตที่ขันออกมาได้นั้นเละมาก โดนสนิมกัดแหว่งไปครึ่งนึงเลยทีเดียว ส่วนอีกข้างนึงเอาออกไม่ได้ ดูเหมือนจะแน่นกว่า และก็สภาพน็อตยังดีอยู่ ยกเว้นตัวหัวมันไปหมดแล้ว ทำให้เอาไขควงย้ำไม่อยู่ หมุนฟรีตามกันเลย

Day 3

เนื่องจากประแจเลื่อนมันใหญ่ไป ทำให้ทำงานในที่แคบไม่ได้ เลยไปหาซื้อประแจปากตายมา พบว่ามันต้องใช้เบอร์ 13 ถึงจะพอดี แต่ลองดูยังไงก็หมุนไม่ออก มันฟรีตามกันไปตลอดเลย เซ็งมาก คิดว่าคงเหลือวิธีเดียวเท่านั้น ตอนเย็นเลยออกไปซื้อใบเลื่อยมา เอาแต่ใบเลย ตัวเลื่อยคงใช้ไม่ได้ เพราะพื้นที่มันแคบมาก ต้องสอดเข้าไปอย่างเดียว หลังจากได้ใบเลื่อยมา ต้องใช้ความพยายามอย่างมากว่าจะเลื่อยน็อตให้ขาดออกจากกันได้ หมดใบเลื่อยไปถึง 2 ใบเลยทีเดียว แต่เหมือนทุกอย่างจะคลี่คลายแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเปลี่ยนท่อน้ำออกไม่ได้อยู่ดี เพราะว่า มันมีแหวนยึดท่อขนาดยักษ์เหลืออีกอัน คีมล็อคก็มีปากกว้างไม่พอ สุดท้ายต้องไปหาซื้อประแจคอม้ามาขันออกเท่านั้น orz

Day 4

หลังจากได้ประแจคอม้ามา ขันแปบเดียวออก ถ้ามีอุปกรณ์และประสบการณ์พร้อมคาดว่าใช้เวลาไม่น่าเกินครึ่งชั่วโมงทุกอย่างก็เรียบร้อย สรุปค่าเสียหายทั้งหมดที่ต้องซื้อเครื่องมือต่างๆ มาทำ หมดไปเกือบ 2 พันบาท แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะจ้างช่างมาซ่อมเราก็ไม่ได้รู้อะไรเลย เลยทำให้รู้ว่าบางทีงานช่างนี่มันก็เพลินดีเหมือนกันนะ

 

จากอภิมหาความลำบากกว่าจะซ่อมชักโครกเจ้ากรรมครั้งนี้ได้สำเร็จมีสิ่งที่อยากเตือนไว้ว่า

  1. น็อตยึดโถใส่น้ำชักโครก ควรใช้เป็นแบบพลาสติก มากกว่าน็อตเหล็ก เพราะถ้าผ่านไปนานๆ แล้ว มันจะโดนสนิมกิน จนเราไขมันออกได้ยากมาก
  2. ตัวท่อน้ำออก ลูกลอย และกลไกกดน้ำ ควรจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ติดกัน เพราะมันจะค้าง ควรทำตั้งแต่ก่อนขันแหวนยึดท่อกับตัวโถให้เรียบร้อยก่อน ไม่งั้นต้องเสียเวลาหมุนเข้าหมุนออกเพื่อจัดตำแหน่งอีกหลายรอบ

My first Malaysia trip

ได้ไปทำงานที่มาเลเซียช่วงสงการนต์ที่ผ่านมา กลับมาตั้งนานมัวยุ่งอยู่กับงาน + เรียน วันนี้นึกขึ้นได้เลยมาอัพไว้

  • เปิดดาต้าโรมมิ่งกับทรูแล้ว แต่พอมาถึงเลือกเครือข่ายไหนก็ไม่ขึ้น 3G ไม่แน่ใจว่ามีปัญหาที่ไหน เลยต้องหาไวไฟฟรีใช้ประทังชีวิตไปก่อน
  • สนามบินมาเลเซียมีสองที่ ที่แรกเป็น international ปกติ อีกที่อยู่ใกล้ๆกันมีไว้สำหรับสายการบิน Low cost โดยเฉพาะ
  • สนามบิน international มีสองเทอมินัล ลงจากเครื่องแล้วต้องนั่งรถไฟฟ้ามาอีกเทอมินัลนึงเพื่อผ่านด่านต.ม. และรับกระเป๋า
  • ระยะทางจากสนามบินมาถึงตัวเมืองด้วยรถค่อนข้างไกล ประมาณ 1 ชั่วโมง
  • ทางด่วนมีพนักงานเก็บเงิน กับ อีซี่พาสเหมือนไทย แต่มีที่ไม่เหมือนคือ ระหว่างทางมีบางด่านใช้บัตรทาบเพื่อผ่าน ไม่แน่ใจว่ามาเก็บเงินที่ด่านสุดท้ายหรือเปล่า
  • ทะเบียนรถมีสองแบบ รถปกติพื้นดำตัวอักษรสีขาว แท็กซี่พื้นขาวตัวอักษรสีดำ
  • รถแท็กซี่ส่วนใหญ่ดูเก่ากว่าของไทย
  • คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่เป็นคนแขกเชื้อสายอินเดีย
  • โรงแรมที่พักชื่อ Berjaya Time square อยู่ติดกับห้่างชื่อเดียวกัน ห้างดูระดับกลางๆ อารมณ์ประมาณมาบุญครอง ร้านแต่งไม่ค่อยสวย และไม่มีแบรนเนมดังๆ ขาย
  • Mono rails ค่าโดยสารถูกมาก ราคาถูกกว่าตั๋วรถเมล์เมืองไทยอีก แต่มีแค่สองตู้ คนแน่นเป็นปลากระป๋อง แล้วก็ร้อน
  • รถไฟฟ้าค่าโดยสารก็ถูกกว่าไทยพอสมควร
  • ตู้ซื้อตั๋วรถไฟฟ้าทอนเป็นแบงค์ด้วย ไม่เหมือนที่ไทยที่ออกมาแต่เหรียญ
  • เบียร์ที่มีขายในมาเลมีแต่คาร์ลสเบิร์ก และราคาแพงกว่าที่ไทยมาก ราคาประมาณ 10 ริงกิต ประมาณ  100 บาทไทย
  • KL tower จำกัดคนเข้าชมในแต่ละวัน ถ้าอยากขึ้นไปดูวิวข้างบนควรมาแต่เช้า
  • Central market เป็นแหล่งขายของที่ระลึก ของที่ขายก็แนวๆสวนลุมไนท์ฯ ที่นี่มีร้านกาแฟชื่อ Old coffee มีไวไฟให้ใช้ฟรี เป็นที่พึ่งยามยากได้ดีมาก
  • ตึก KLCC (twin tower) มีห้าง Iseton อยู่ใกล้ๆ ห้างนี้ดูไฮโซกว่า แบรนเนมเพียบ
  • คนมาเลเซียยืนชิดซ้าย เดินชิดซ้าย เหมือนเลนที่รถขับ แต่ของไทยให้ยืนชิดขวา โดนคนมาเลเซียใจร้อนตะโกนบอก Keep left ที่สนามบินทีนึง
  • คนมาเลเซียดูขับรถกันเรียบร้อย ไม่รีบเร่ง มั่วซั่วเหมือนที่กรุงเทพเท่าไร
  • KFC ที่มาเลเซียไม่มีจานกับช้อนซ้อมให้ ต้องใช้มือฉีกไ่ก่กินกันเอง แถมในร้านไม่มีอ่างล้างมืออีก
  • Malaysia tower ค่าขึ้นชั้นเดียว 45 RM ทุกชั้น 55 RM มีเวลาจำกัดเลยขึ้นชั้นเดียว บนหอคอยที่จุดชมวิวมีกล้องดูวิวฟรี + วิดีโอจิ๋วห้อยคอคอยอธิบายวิวในจุดต่างๆ

Final Project

ตอนนี้เรียน MSMIS อยู่ที่ธรรมศาสตร์ อยากบันทึกทิ้งไว้เกี่ยวกับการทำ IS จบ (เผื่อจะมีประโยชน์กับใครบ้าง) ช่วงนี้ทางโครงการเริ่มจะส่งขั้นตอนการทำ IS (Independent study) ที่ต้องส่งปีหน้ามาให้ดูกันแล้ว เลยเป็นจังหวะที่ต้องมาคิดว่าเราจะทำอะไรกันแน่ มีให้เลือก 3 อย่าง

  1. วางแผนกลยุทธ IS/IT
  2. พัฒนาระบบ
  3. วิจัย

ข้อ  1 นี่โดนอาจารย์ขู่มาเลยว่าถ้าไม่ใช่เจ้าขององค์กรหรือมีอำนาจในองค์กรจะทำได้ยาก ส่วนตัวไม่ค่อยอยากไปยุ่งกับใครมากอยู่แล้วก็เลยข้อนี้ทิ้งไปก่อน

ต่อมาข้อ 2 ทำวิจัย ฟังดูแล้วออกแนววิชาการซึ่งมันก็เน้นวิชาการจริงๆ ถึงแม้จะไม่โหดเท่ากับ Thesis ก็ตาม ก็ต้องเน้น literature review จำนวนพอประมาณ แสดงว่าต้องอ่านๆๆๆๆและก็อ่าน ถึงจะทำออกมาได้ดี

ก็เหลือแค่ข้อ 2 พัฒนาระบบ ข้อนี้มีทางเลือกย่อยอีก 3 ทางคือ

  1. พัฒนาระบบให้กับองค์กร
  2. พัฒนาระบบใหม่เพื่อการพาณิชย์
  3. Implement ระบบให้กับองค์กรด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปหรือโอเพ่นซอร์สต่างๆ

จากคอนเซปที่ไม่อยากจะยุ่งกับใคร ข้อ 1 กับ 3 เลยโดดตัดทิ้ง เพราะมันต้องไปยุ่งกับองค์กรชาวบ้านเค้า ทางเลือกที่เหมาะกับตัวเองก็ต้องเป็นข้อ 2 ไป

แต่ข้อ 2 นี้จะเน้นการวิเคาระห์หาความเป็นไปได้ทางธุรกิจพอสมควร อารมณ์ประมาณทำขแง MBA ผสม IT ตอนนี้พอคิดเรื่องได้บ้างแล้วแต่ไม่แน่ใจว่าทำเป็น proposal ออกมาจะผ่านหรือเปล่า ต่อไปเราก็ต้องหาอาจารย์ที่ปรึกษา IS ถ้าจะทำด้านนี้มีอาจารย์ที่เล็งๆ ไว้อยู่ 2 คน แต่เจ้าหน้าที่โครงการบอกว่าอาจารย์ที่จะเป็นที่ปรึกษาได้จะต้อง เป็นร.ศ หรือดร. ขึ้นไป อาจารย์คนแรกเป็นแค่ผศ. ไม่มีดร. ด้วยเลยต้องตัดไป สุดท้ายเหลือคนเดียว

สุดท้ายตอนนี้ก็เหลือว่าอาจารย์จะยอมรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหรือเปล่าแค่นั้นเอง :p


KONY 2012

ไม่กี่วันที่ผ่านมาเห็นคนในทวิตเตอร์ทวิตถึง KONY กันหลายคน ด้วยความสงสัยเลยไปค้นอากู๋ดูว่ามันคืออะไรกันแน่ ได้ความว่าตอนนี้มีแคมเปญผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คที่กำลังดังเป็นพลุแตก เรื่องของเรื่องคือ นายJoseph Kony เป็นผู้นำกบฎในประเทศอูกันด้า ได้จับตัวเด็กไปเป็นทหารเพื่อต่อสู้กับรัฐบาล คนเริ่มแคมเปญได้พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐเข้าไปช่วยจับนายJoseph Kony เพื่อจะได้ปลดปล่อยเด็กๆ กลับบ้าน แต่กว่ารัฐบาลสหรัฐจะสนใจเวลาก็ผ่านไปนาน แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำต่อเนื่องหรือไม่ ก็เลยมีแคมเปญ KONY 2012 เพื่อรวมใจกันกดดันรัฐบาลให้สามารถจับตัวนายJoseph Kony ให้ได้ภายในปี 2012 ใครสนใจรายละเอียดลองเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

แต่ก็มีอีกกระแสนึงบอกว่าเป็นแผนของอเมริกาที่จะเข้าไปหุบบ่อน้ำมันในอูกันด้า แต่ถ้ามองในแง่ดี อย่างน้อยช่วยเด็กออกมาก่อน ส่วนใครจะเอาน้ำมันก็ช่างมันเถอะ


ปาย-เชียงใหม่

23.2.12 – 27.2.12

ได้ยินชื่อเสียงของปายมานาน ทั้งด้านดีและแย่ จังหวะปิดเทอมพอดี แค่อาทิตย์เดียวนี่แหละ ชิงลาพักร้อนรอเลย แต่ก่อนไปก็งานงอกนิดหน่อย เพราะว่ารายงานกลุ่มยังไม่เสร็จกันเลย แต่ทำยังไงได้ จองทุกอย่างไว้หมดแล้ว

ออกเดินทางจากกทมคืนวันพุธด้วยรถทัวร์นครชัยแอร์ ชั้น Gold Class ที่นั่งใหญ่นั่งสบายพอควรแต่ว่าจริงๆ แล้วจะจอง First Class แต่รอบ 20.30 วันนั้นเต็ม กะว่าจะไปถึงเช้ามืดแล้วต่อรถขึ้นปายเลย ก็เลยต้องเอารอบต่อไปแบบไม่มีทางเลือก

ถึงสถานีขนส่งอาเขตที่เชียงใหม่ประมาณ 6.20 ลงรถไปหาซื้อตั๋วต่อไปปาย เจ้าหน้าที่บอกว่ามีรถตู้รอบ 6.30 เหลือ 2 ที่พอดี แต่เป็นที่นั่งท้ายรถ ก็เลยขอบาย ไม่อยากเสี่ยงเพราะเค้าล่ำลือกันเรื่องโค้งและการเมารถกันมาก เลยถามกลับไปว่ามีรอบไหนที่มีที่นั่งข้างหน้าบ้าง สรุปมาเจอที่มินิบัสรอบ 7 โมงเช้า ด้วยระยะทาง รวมถึงเส้นทางที่คดเคี้ยวแล้ว น่าจะเหมาะกับขนาดรถแบบมินิบัสมากกว่า ครั้นจะขึ้นรถส้มไปกับพี่น้องชาวเขาก็กลัวจะทนกลิ่นสารพัดจากสัมภาระทั้งหลายไม่ไหว แต่พอเดินทางจริงๆ กลับคิดว่าโค้งมันไม่ได้น่ากลัวแบบที่เค้าล่ำลือกันเลย ผ่านมาได้แบบงงๆ แต่ทำให้รู้ว่าฤทธิ์ยาแก้เมาเนี่ยมันหลับได้หลอนมาก แบบว่าตื่นมาช่วงพักครึ่งทางแล้วหลับต่อได้อีกรอบ น่ากลัวพอๆ กับยาแก้แพ้ลดน้ำมูกบางยี่ห้อเลย

พอถึงปายก็ไปเช่ารถมอเตอร์ไซต์แว้นไปเที่ยวตามที่ต่างๆ เจออะไรแปลกๆ หลายอย่าง ขอสรุปเป็นข้อๆ

  • ค่าเช่ารถมอเตอร์ไซต์ถูกกว่าที่เชียงใหม่ เท่าตัว ที่ปายเช่า scoopy-i 140/วัน แต่ที่เชียงใหม่ 250/วัน
  • scoopy-i ประหยัดน้ำมันกว่า Fino ที่้เช่าที่เชียงใหม่เยอะเลย (แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะทางที่เชียงใหม่ส่วนใหญ่จะเน้นขึ้นดอยด้วยหรือเปล่า รอบหน้าต้องหา scoopy-i มาเทสในเชียงใหม่ให้ได้)
  • น้ำตกหมอแปง ระหว่างทางจะผ่านบ้านชาวไทยใหญ่ ระหว่างผ่านหมู่บ้านสันติธรรมจนถึงก่อนน้ำตก จะมีชาวเขามากวักมือเรียกนักท่องเที่ยวเข้าไปสูบฝิ่น ตอนแรกไม่รู้แต่ขากลับเห็นโบกมือเรียก นึกว่าขับไปผิดทาง กำลังจะวกรถกลับ เจอชาวบ้านโผล่หน้ามายกมือชูสองนิ้วทำท่าเหมือนสูบบุหรี่ก็เลยถึงบางอ้อ
  • วันสุดท้ายก่อนกลับหาตั๋วรถที่มีที่นั่งข้างหน้าไม่ได้ ได้เร็วสุดรอบเที่ยง ไหนๆ รถที่เช่ามาก็ยังไม่ครบ ก็เลยขี่ไปบ่อน้ำพุร้อนท่าปายดูซะหน่อย ไปถึงประมาณ 9 โมงเช้าคนยังไม่เยอะ เจอฝรั่งกับคนไทย 7-8 คน กำลังแช่น้ำแร่ร้อนๆ ควันฉุยอยู่ ได้บรรยากาศธรรมชาติมาก น่าเสียดายที่ไม่ได้เตรียมอะไรมาก็เลยทำได้แค่นั่งแช่แค่เท้า อากาศเย็นๆช่วงเช้าแบบนี้ถ้าได้แช่ทั้งตัวจะสุดยอดมาก พอขากลับช่วงสายๆ เดินสวนกับกลุ่มคนไทยที่เริ่มทยอยมากันเยอะ เสียงดังเอะอะ รู้สึกโชคดีขึ้นมาทันทีที่มาแต่เช้า
  • ที่ถนนคนเดินปาย ที่ประทับใจก็คงเป็นร้านโปสการ์ดของ Jack Sparrow เจ้าของร้านแกคงชอบมาก ถึงกับลุกขึ้นมาแต่งครอสซะเหมือน แล้วไปถ่ายรูปตัวเองตามสถานที่ต่างๆ มาขาย
  • นอกนั้นที่เหลือก็เหมือนเป็นที่เที่ยวสไตล์ทัวร์ริสต์น่าเบื่อไปหน่อย
  • บรรยากาศแบบปาย เหมาะกับการไปอยู่นานๆ ใช้เวลาไปเรื่อยๆ มากกว่า เสียดายที่มีเวลาน้อยไปหน่อย

ก่อนกลับกทม. แวะเชียงใหม่ไปตำหนักภูพิงราชนิเวศ จำได้ว่าเคยมาตอนเด็กๆ แต่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นยังไง 555+ ดอกไม้สวยดี มีเจ้าหน้าที่ยืนเฝ้าเต็มไปหมด ทำให้ต้องมีพักเที่ยง ขาเดินกลับออกมางงว่าทำไมมีคนมาเข้าดูเพิ่มเลยเหรอ สรุปปิดให้เจ้าหน้าที่หาข้าวกินนี่เอง ตอนเย็นแวะถนนคนเดิน ช่วงแรกๆ ก็ตื่นตาตื่นใจ เจออะไรแปลกๆ แต่พอเดินผ่านไปได้สักนิด กลับรู้สึกสะอิดสะเอียด หัตถกรรมโรงงาน คือมันก๊อบกันมั่วไปหมด จนไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนสร้างสรรค์ผลงานนั้นเป็นคนแรก ถ้าเชียงใหม่อยากให้กลายเป็นเมืองที่มีแต่ความคิดสร้างสรร ก็ไม่ควรจะเปิดให้ใครมาขายของบนถนนคนเดินแบบนี้ได้ จริงๆแล้วถ้าเดินทะลุประตูเมืองท่าแพไปอีกหน่อย ก็เจอไนซ์บาร์ซา ที่ขายของคล้ายๆกันแล้ว จะปิดถนนมาเปิดไนซ์บาร์ซาสาขา 2 กันอีกทำไมก็ไม่รู้ สิ่งที่ควรทำคือทำให้มันเป็นออริจินัลให้มากขึ้นต่างหาก สนับสนุนให้คนคิดอะไรใหม่ๆ มาขาย มาดูมาชม ไม่ใช้อะไรฮิตก๊อปปี้แล้วขายกันทั้งตลาด แล้วใครมันจะอยากไปสร้างสรรให้คนอื่นก๊อปปี้กันเล่า


2012 has come

แม้ว่าจะผ่านปี 2012 มาเกือบจะ 2 เดือนแล้ว ไม่รู้โลกจะแตกเหมือนในหนังหรือเปล่า คงจะไม่สายเกินไปถ้าจะขอวางแผนสิ่งที่จะทำภายในปีนี้บ้าง

นอกจากงานประจำและเรียนโทที่ทำให้ยุ่งสุดๆ แทบไม่เหลือเวลาว่างแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีปัญญาทำอะไรในช่วงที่มีเวลาเหลือได้อีกบ้าง ;p

  1. อ่านหนังสือให้จบเดือนละเล่ม ไม่นับหนังสือเรียน เพราะซื้อหนังสือเก็บไว้เยอะ แต่อ่านไม่จบสักที
  2. เขียนบล็อกให้ได้อย่างน้อยเดือนละบล็อก จะพยาพยามบล็อกเป็นภาษาอังกฤษ ให้เป็นปกติด้วย จะได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษให้คล่องมากขึ้น
  3. เขียนข่าวใน blognone สัปดาห์ละครั้ง หลังจากเขียนมาสักพัก สังเกตว่าที่นี่ทำให้เราเขียนได้ดีขึ้น เพราะมีคนคอยดูเรื่องสำนวนและคำผิดเยอะเลย ทำให้เราต้องคอยระวังและแก้ไขงานให้ดีที่สุดตลอดเวลา
  4. ฟัง podcast สอนภาษาอังกฤษ อย่างน้อยวันละครั้ง หวังผลเรื่องฝึกการฟังเหมือนข้อ 2
  5. นั่งสมาธิวันละ 15 นาที  ข้อนี้หวังชัดๆเลยว่า จะมีสติมากขึ้น จดจ่อกับเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงลดอารมณ์ที่แปรปรวนของตัวเองให้น้อยลง มีความสุขกับเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจให้มากขึ้น
  6. โปรเจคใหม่ที่เป็น service ใหม่ กะว่าจะทำเว็บด้วย Ruby on Rails กับ iOS app ไหนๆ ก็ต้องทำโปรเจคจบป. โทอยู่แล้ว ก็ทำให้ไปเรื่องเป็นราวไปเลย

ดูเหมือนจะเยอะ แต่ต้องพยายามทำให้ดีที่สุด ได้น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย :)


DVD Rip

ช่วงที่กำลังลุ้นว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมกทม มันเครียดได้ใจมาก  พอมีเวลาว่างเดินผ่านร้านแมงป่องเห็น DVD เรื่อง The social network วางโชว์อยู่ก็เลยสอยมาดู (จริงๆเคยไปดูโรงมาแล้ว แต่อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึด) ปัญหาที่ตามมาคือบ้านไม่มีเครื่องเล่น DVD แล้ว ส่วนเครื่องหลักที่จะใช้ดูก็เป็น MBA ถ้าจะดูก็ต้องหา DVD portable หรือไป Rip เป็นไฟล์มาก่อน

การพก DVD portable ไปไหนมาไหนคงไม่ใช่เรื่องฉลาดเท่าไร ก็เลยเหลือทางเลือกเดียวคือ Rip เป็นไฟล์ซะ ปัญหาที่ตามมาก็คือไม่เคย RIP DVD หนังมาก่อนเลย งานนี้เลยต้องถึ่งพี่กู สุดท้ายได้โปรแกรม DVD Ripper หน้าตาหล่อใช้งานง่ายมา Freemake การใช้งานง่ายมาก แต่ปัญหายังไม่หมด เพราะมีปัญหากับการเลือกซับไตเติ้ล

มันหาซับภาษาไทยไม่เจอ! OlZ

งานนี้เลยต้องพึ่งกำลังภายในกันอีก ลองหาจากพี่กูอีกรอบ ได้โปรแกรม Subripper มาลอง ดึงซับออกมาได้ แต่เป็นไฟล์แบบบิตแมพ  เจ้า Freemake มันไม่รองรับ ต้องเป็นไฟล์แบบ srt หรือ ssa เท่านั้น ลองหาตัวแปลง .sub เป็น .srt หรือ .ssa  ก็มีแต่ต้องแปลงผ่าน OCR  ภาษาไทยก็ไม่รองรับอีก

ที่พึ่งสุดท้าย ก็เลยต้องกลับมาพึ่งแฟนซับอย่าง thaisubtitle.com อีกจนได้ แปลออกมาไ้ด้เรื่องบ้างไม่ได้เรื่องบ้าง

คำถามสุดท้ายหลังจากได้ไฟล์ที่ RIP มาเปิดดูใน MBA สมใจคือ ลงทุนซื้อแผ่นแท้ๆมา ทำไมมันเข้าถึงทุกส่วนของเนื้อหาในแผ่นได้อยากเย็นขนาดนี้ คนทำแผ่นขายควรอำนวยความสะดวกให้คนซื้อเข้าถึงเนื้อหาของตัวเองให้ได้ง่าย มากกว่าจะไปบล็อคใส่ระบบป้องกันเยอะแยะมากกว่าไหม เพราะคนที่ไม่ซื้อยังไงมันก็ไม่ซื้อ หาได้ตามเว็บบิตทั่วไป

ท้ายสุดๆ แทนที่จะหายเครียดเรื่องน้ำท่วม กลายเป็นเครียดกว่าเดิมซะงั้น  -*-


Dtac ลาขาด

ใช้ดีแทคมาหลายปี ไม่ค่อยได้ติดต่ออะไรกับคอลเซ็นเตอร์เท่าไร จะมีก็แค่ขอเปิดโรมมิ่งตอนไปต่างประเทศ วันนี้จะปิดเบอร์บีบีเก่าที่ใช้ดีแทค จะเปลี่ยนไปใช้เบอร์ใหม่ที่ซื้อมา เลยจะโทรไปปิดเบอร์กับ cc  พอดีว่าค้างจ่ายค่าบริการ 2 เดือนแล้วมันตัดก็เลยถือโอกาสิปิดเบอร์มันไปเลย คราวที่แล้วปิดเบอร์ของดีแทคให้แฟน ก็โทรไปแจ้ง cc แล้วก็ไปจ่ายเงินที่ศูนย์ในห้าง แต่คราวนี้ไม่ใช่อย่างนั้น

เสียงปลายสายของ cc คนแรกบอกว่าไม่สามารถปิดได้ต้องไปจ่ายเงินที่ค้างชำระก่อนแล้วค่อยโทรมาใหม่ถึงจะปิดได้  ถามยอดทั้งหมดแล้วก็ไปจ่ายค่าบริการทั้งหมดที่ศูนย์มัน แต่ต้องมาหงุดหงิดเพราะหลังจ่ายแล้ว โทรไป cc คนที่สองบอกมาว่าเดี่ยวนี้ cc ไม่มีสิทธิปิดเบอร์ให้แล้ว ต้องไปปิดที่ศูนย์บริการใหญ่ๆ เช่นพารากอน จามจุรีสแควร์เท่านั้น

ได้ยินแบบนี้ก็ขึ้นสิครับ cc คนแรกกับ cc คนที่สองทำไมพูดไม่เหมือนกัน แต่ยังไงทำอะไรไม่ได้เลยวางสายไป แล้วเดินเข้าไปที่ศูนย์ดีเทคถามเจ้าหน้าที่เรื่องการปืดเบอร์ เพราะครั้งที่แล้วที่ศูนย์นี้ก็เป็นคนปิดเบอร์ให้  เจ้าหน้าที่บอกกลับมาด้วยสีหน้าเจื่อนๆมาว่า เดี๋ยวนี้เค้าไม่ให้ศูนย์เล็กกับ cc รับเรื่องปิดเบอร์แล้ว ต้องไปทำที่ศูนย์ใหญ่เท่านั้น

สรุปไอ้  cc คนแรกมันมั่วหรือระบบงานมันห่วยเลยทำให้ลูกค้าต้องเสียเวลาไปๆมาๆ หรือมันเป็นกลยุทธยื้อให้ลูกค้าปิดเบอร์ได้ยากขึ้น ไอ้เจอแบบนี้ก็ไม่ไหวแล้ว ไม่ขอใช้บริการมันอีก สรุปเลยโทรไปแจ้งให้มันระงับการโทร รวมถึงยกเลิกแพคเกตบีบีไปก่อน เพราะมันยังนำค่าบริการอยู่จนถึงวันปิดเบอร์ แถมสวด cc คนสุดท้ายไปว่าทำงานกันยังไง ให้ช้อมูลไม่เคยตรงกัน

พรุ่งนี้ไปปิดเบอร์ที่พารากอนหวังว่าจะไม่มีปัญหาอะไร ลาแล้วลาลับนะดีแตก


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.